ฉีดวัคซีนผู้สูงอายุ

ฉีดวัคซีนเข็มที่1

ฉีดวัคซีนผู้สูงอายุ อัพเดตข่าวโควิดในขณะนี้ประเทศไทยได้มีการฉีดวัคซีนโควิดสะสมไปแล้วเป็นจำนวน 25.8 ล้านโดส โดยเป็น

  • วัคซีนเข็มที่1 ประมาณ 19.5 ล้านคน และเป็นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ามากที่สุดประมาณ 9.1 ล้านคน ในส่วน
  • วัคซีนเข็มที่2 ฉีดไปทั้งหมดประมาณ 5.7 ล้านคน และเป็นวัคซีนซิโนแวคกว่า 3 ล้านคน และในส่วนของ
  • วัคซีนเข็มที่3 ได้ฉีดไปแล้วกว่า 527,457 คน เป็นวัคซีนไฟเซอร์ 326,818 คน และวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 200,639 คน
ฉีดวัคซีน

เราจะเห็นได้ว่ามีประชากรส่วนใหญ่ได้ทยอยรับวัคซีนไปแล้ว และมีบางส่วนประมาณ7.9% ที่ได้รับวัคซีนเข็ม2 โดยจะเห็นได้ว่าประเทศไทยเริ่มมีการพัฒนาสามารถที่จะฉีดวัคซีนในแต่ละเดือนเพิ่มขึ้น ตั้งแต่เดือน มีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม ได้ทำการฉีดวัคซีนไปแล้วราวๆ4 ล้านโดส และภายในเดือนมิถุนาเดือนเดียว ฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า6 ล้านโดส เดือนกรกฎาคมฉีดไปแล้วกว่า8 ล้านโดส ในส่วนของเดือนสิงหาคมยังไม่ถึงเดือน แต่ฉีดไปแล้วกว่า7.8 ล้านโดส และคาดว่าภายในสิ้นเดือนสิงหานี้น่าจะฉีดได้ถึง10 ล้านโดส

จะเห็นได้ชัดว่าประเทศไทยเริ่มมีการพัฒนาที่ดีขึ้นมากเพราะประชาชนในประเทศทยอยได้รับวัคซีนเรื่อยๆแล้วเลยอยากจะมาอัพเดตข่าวโควิดเพิ่มเติม เพราะจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมเยอะมากๆในแต่ละเดือนตามลำดับ และวัคซีนทีถูกใช้มากที่สุดคือซีโนแวค เพราะเป็นวัคซีนสายพันธุ์แรกที่ประเทศไทยนำเข้ามาในประเทศ รองลงมาคือแอสตร้าเซนเนก้า และซีโนฟาร์ม ไฟเซอร์ ตามลำดับ

ฉีดวัคซีนผู้สูงอายุ

และที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 20 ส.ค.64 นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรคได้มีการอัพเดตข่าวโควิดเพิ่มเติมโดยกล่าวว่า กลุ่มที่ต้องได้รับวัคซีนก่อน คือ กลุ่มด่านหน้านั่นก็คือบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า รวมไปถึงอสม.นั่นเอง โดยกลุ่มที่กล่าวมานี้นั้นได้รับวัคซีนมากกว่า 50% แล้ว ในขณะที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังและกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปนั้น ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 ครอบคลุมไปแล้วกว่า34.6% และ 37.8% ตามลำดับ ทั้งนี้หญิงตั้งครรภ์ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะต้องได้รับวัคซีนเหมือนกัน โดยได้จัดฉีดเข็มแรกไปแล้วกว่า 3.9% ซึ่งบุคคลทั้ง 3 กลุ่มนี้จะต้องได้รับวัคซีนเนื่องจากเสี่ยงมากที่สุด และยังสามารถจะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิดลงได้ ส่วนทางด้านชาวต่างชาติที่ได้อาศัยอยู่ในไทยนั้น ได้รับวัคซีนแล้วเป็นจำนวนกว่า 356,337 คน โดยมีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไปเป็นจำนวน 27,028 คน สำหรับความเสี่ยงในการเสียชีวิต

หากพิจารณาจากตัวเลขวันนี้ โดยส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในกรุงเทพและเป็นชายมากกว่าหญิง มีทั้งไทย เมียนมา และจีน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องฉีดในกลุ่มเสี่ยงไม่ว่าสัญชาติใดก็ตาม และยังมีผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ที่อายุ 60 ปี ที่มีโรคประจำตัวรวม 87% และมีรายงานเด็กเสียชีวิต 2 ราย จะเห็นว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่จะเป็นในกลุ่มผู้สูงอายุ ฉีดวัคซีนผู้สูงอายุ ยิ่งอายุมากยิ่งเสี่ยงเสียชีวิตมาก และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนหรือฉีดวัคซีนไม่ครบ ภูมิคุ้มกันเลยยังไม่ดีพอ เชื้อไวรัสเลยลงปอดได้ง่าย